ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เมื่อการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและกฎหมายเริ่มให้ผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะภายหลังการเข้ารับตำแหน่งของ *ประธานาธิบดีทรัมป์* เมื่อเดือนมกราคม 2025 ซึ่งแม้จะไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด แต่แนวทางของฝ่ายบริหารชุดใหม่สะท้อนความแตกต่างจากผู้นำคนก่อนอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของการยุติคดีฟ้องร้องจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ต่อบริษัทคริปโต และการลงนามรับรองกฎหมาย Stablecoin เข้าสู่ระบบ
*รัสลัน เลียนคา* หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ YouHodler ให้ความเห็นผ่าน Cointelegraph ว่า “ภายในปี 2026 หลายประเทศมีแนวโน้มจะเร่งกำหนดกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับอุตสาหกรรมคริปโต ซึ่งจะช่วยเปิดทางให้สถาบันการเงินและธนาคารขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาทในตลาดมากยิ่งขึ้น”
แม้จะมีความคืบหน้าในการผลักดันกฎหมายกลาง เช่น *ร่างกฎหมาย CLARITY* ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม แต่จนถึงปลายเดือนธันวาคม วุฒิสภายังไม่ได้นำเข้าสู่การลงมติ โดยคณะกรรมาธิการด้านการธนาคารและเกษตรของวุฒิสภาต่างก็มีร่างของตนเองภายใต้การผลักดันของทั้งสองพรรค ซึ่งชี้ให้เห็นแนวโน้มที่ *คณะกรรมาธิการซื้อขายล่วงหน้าแห่งสหรัฐ (CFTC)* อาจได้รับอำนาจเพิ่มขึ้นในการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล
*Grayscale* บริษัทบริหารสินทรัพย์ดิจิทัล ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะช่วยเปิดทางให้เกิดการบูรณาการระหว่าง *บล็อกเชนสาธารณะ* และระบบการเงินแบบดั้งเดิม รวมทั้งเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ ออกหลักทรัพย์ดิจิทัลแบบ ‘on-chain’ ได้อย่างถูกกฎหมาย
ในปี 2025 *กฎหมาย GENIUS* ถือเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญที่ผลักดันโดยสภาคองเกรสภายใต้การนำของพรรครีพับลิกัน โดยเน้นสร้างกรอบกำกับดูแล *Stablecoin* ที่ใช้งานเพื่อชำระเงิน แม้ทรัมป์จะลงนามรับรองเมื่อเดือนกรกฎาคม แต่กฎหมายจะมีผลใช้งานจริงเร็วสุดในปี 2026 เนื่องจากต้องรอจัดทำระเบียบรองและความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงการคลังสหรัฐเปิดขอรับฟังความคิดเห็นในเดือนสิงหาคมและกันยายน
*เกรซี เฉิน* ซีอีโอของ Bitget แสดงความคิดเห็นว่า “เมื่อมีความชัดเจนด้านกฎหมาย โดยเฉพาะภายใต้กรอบของกฎหมาย GENIUS สถาบันการเงินจะหันมาพัฒนาเครื่องมือแบบ on-chain มากขึ้น ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมระบบการชำระเงิน การชำระบัญชี และการบริหารสภาพคล่องไปโดยสิ้นเชิง”
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมจากหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ อาทิ *FDIC* ที่เสนอให้บริษัทย่อยของธนาคารภายใต้การกำกับสามารถออกเหรียญ Stablecoin ได้ตามเงื่อนไขของ GENIUS
ด้านบุคลากรระดับคณะกรรมาธิการ ปี 2025 เหลือเพียง *แคโรไลน์ ฟาม* จากพรรครีพับลิกันที่ดำรงตำแหน่งประธานรักษาการของ CFTC เนื่องจากอีก 4 ตำแหน่งลาออก โดยเดิมทีทรัมป์เสนอชื่อ *ไบรอัน ควินเตนซ์* อดีตกรรมาธิการ CFTC แต่ภายหลังมีรายงานว่า *ไทเลอร์ และ คาเมรอน วิงเคิลวอสส์* ผู้ก่อตั้ง Gemini ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทรัมป์ ไม่เห็นด้วย จึงมีการถอนชื่อออกและเปลี่ยนเป็น *ไมเคิล เซลิก* เจ้าหน้าที่จาก SEC ซึ่งได้รับการรับรองจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียง 53 ต่อ 43
แม้กระทั่งสิ้นปี 2025 ทำเนียบขาวยังไม่ได้ประกาศรายชื่อผู้ที่จะเข้ามาแทนตำแหน่งกรรมาธิการที่ว่างอีก 4 ตำแหน่งใน CFTC
ในระดับรัฐ *รัฐเท็กซัส* กลายเป็นผู้นำในการยอมรับ *บิตคอยน์(BTC)* อย่างเป็นทางการ โดย *ผู้ว่าการรัฐเกร็ก แอบบอต* ลงนามสร้างกองทุนสำรองที่บริหารโดยรัฐ โดยตั้งเป้าถือครองบิตคอยน์ ซึ่งเบื้องต้นกองทุนได้ซื้อ ETF บิตคอยน์ของ BlackRock มูลค่า 5 ล้านดอลลาร์ และมีแผนลงทุนเพิ่มอีก 5 ล้านดอลลาร์ในสินทรัพย์ BTC โดยตรง
แม้หลายรัฐ เช่น อาริโซนาและนิวแฮมป์เชียร์ จะมีกฎหมายลักษณะคล้ายกัน แต่ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ โดยมีความเป็นไปได้ที่จะมีการประกาศการถือครองคริปโตอย่างเป็นทางการในปี 2026 เป็นส่วนหนึ่งของ *ยุทธศาสตร์คลังของรัฐ*
*ความคิดเห็น:* แนวโน้มกฎหมายและนโยบายที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่เพียงสะท้อนท่าทีที่เป็นมิตรต่อคริปโตของฝ่ายบริหารชุดใหม่ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงอนาคตที่สินทรัพย์ดิจิทัลจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินแบบดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้